กัญชาคืออะไร ถูกควบคุมกฎหมายในไทยอย่างไร
กัญชาถูกจัดให้เป็นพืชสกุล Cannabis อยู่ในวงศ์ Cannabaceae มี 3 สายพันธุ์ที่พบบ่อย ได้แก่ สายพันธุ์ซาติวา (Cannabis sativa) สายพันธุ์อินดิกา (Cannabis indica) และสายพันธุ์รูเดอราลิส (Cannabis ruderalis) ส่วนคำว่ามาลีฮวนน่า (Marijuana) เป็นคำแสลงที่ใช้ส่วนดอกของต้นกัญชานำมาสูบ กัญชาจึงเป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต ใบแตกเป็นแฉกคล้ายใบสัมปะหลังหรือใบละหุ่ง ริมใบทุกแฉกมีลักษณะเป็นจักๆ ใบหนึ่งมีราว 5-8 แฉก ในก้านเดียวกัน ออกดอกตามง่ามกิ่งก้าน
กัญชาเคยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และต่อมาประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้เมื่อ 9 มิ.ย. 2565 ส่งผลให้ทุกส่วนของพืชกัญชา-กัญชง ไม่เป็นยาเสพติด ยกเว้นสารสกัดที่มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนาบินอล (Tetrahydrocannabinol – THC, ∆9-THC) เกิน 0.2 % ที่ยังต้องถูกจัดในหมวดหมู่ยาเสพติดให้โทษ แต่การสูบกัญชาในที่สาธารณะ และรบกวนสิทธิผู้อื่น มีความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท และการสูบกัญชาในที่สาธารณะ ยังไม่มีกฎหมายควบคุมโดยตรง เช่น บุหรี่ ที่มี พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ควบคุมอยู่
เนื้อหาของประกาศ สธ. ฉบับใหม่ มี 5 ข้อ มีใจความสำคัญคือ “อนุญาตให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปสามารถครอบครอง ใช้ประโยชน์ ดูแล เก็บรักษา ขนย้าย จำหน่ายสมุนไพรควบคุม (กัญชา) ได้” แต่ห้าม “การใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะโดยการสูบ”
นอกจากนี้ยังห้ามจำหน่ายกัญชาให้แก่ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี, สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่ให้นมบุตร
ภายใต้ประกาศ สธ. ฉบับนี้ อนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ผู้ประกอบโรคศิลปะการแพทย์แผนจีน และหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย สามารถใช้ประโยชน์จากกัญชาประกอบการรักษาผู้ป่วยได้
และตามประกาศของผู้ว่ากรุงเทพคนใหม่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ออกข้อบังคับสำหรับในเขตกรุงเทพมหานครในวันที่ 18 มิ.ย. 2565 เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหาที่เกิดจากนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม.ใช้กัญชาหรือกัญชงสร้างพื้นที่มั่วสุมและมอมเมา โดยมาตรการมีเนื้อหาสำคัญดังนี้
การประยุกต์ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพคุณ
ให้โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ “ปลอดกัญชา และกัญชง”
“งดจำหน่ายและห้ามโฆษณา” อาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของกัญชาหรือกัญชงภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
สรรพคุณจากใบกัญชาสด
เมื่อพิจารณาจากมุมมองขององค์ประกอบทางชีวเคมีเพียงอย่างเดียว ใบกัญชาดิบเป็นแหล่งวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหารที่ดีเยี่ยม ประกอบไปด้วยสารประกอบสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ
วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยสร้างและสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการเป็นหวัด และหากออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำร่วมด้วย จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ถึง 50%
วิตามินเค (Vitamin K) ช่วยในการแข็งตัวของเลือด
ธาตุเหล็ก (Iron) ช่วยในการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างในร่างกาย
แคลเซียม (Calcium) มีหน้าที่สำคัญต่อการทำงานของร่างกายเกือบทุกส่วน และที่สำคัญยังมีหน้าที่สร้างกระดูก ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย
โพแทสเซียม (Potassium) มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ รักษาสมดุลของน้ำ กรด-ด่างในร่างกาย ควบคุมความดันโลหิตของผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง
สังกะสี (Zinc) เป็นสารที่สนับสนุนสังเคราะห์ DNA หรือโปรตีน เสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและระบบเผาผลาญ การซ่อมแซมบาดแผลหรือเนื้อเยื่อที่อักเสบ สนับสนุนพัฒนาและการเจริญเติบโตของเซลล์ การรับรสและกลิ่น และยังสามารถป้องกันการเกิดโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) โรคสมาธิสั้น และอาการเสื่อมและอักเสบในร่างกาย เช่น สิวเห่อเรื้อรัง จอประสาทตาเสื่อม
โฟเลตหรือวิตามินบี 9 (Folic Acid / Vitamin B9) มีหน้าที่สำคัญในการสร้างเซลล์ เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการช่วยสังเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA)
สารแคโรทีนอยด์ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านมะเร็ง
สารเซเลเนียม ป้องกันและชะลอความชรา
สารลิโมนีนที่พบในเลมอนช่วยต้านแบคทีเรีย
สารแอนโทไซยานินที่พบในผลไม้สีแดง ช่วยป้องกันการตกตะกอนของเกล็ดเลือดและช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ
สารเทอร์ปีนซึ่งเป็นสารให้กลิ่นเฉพาะช่วยให้ผ่อนคลาย บรรเทาความเครียด
สารเบต้าแคโรทีนที่มักพบในแครอทช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
มีไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารสูง (Dietary Fiber) มีหน้าที่ในการดูแลระบบย่อยอาหารให้มีสุขภาพดี ช่วยควบคุมน้ำหนักโดยทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการกินอาหารมากเกินไปและป้องกันอาการหิวระหว่างมื้ออาหารในแต่ละมื้อ ช่วยลดความเส
เป็นความน่าสนใจที่ดูเหมือนว่ากัญชาจะมีสรรพคุณได้มากมายขนาดนี้ แต่ก่อนที่คุณจะใช้จำเป็นต้องศึกษาความเสี่ยงของกัญชาควบคุู่กันไปด้วย
ความเสี่ยงจากผลข้างเคียงการใช้กัญชา
กัญชาสามารถออกฤทธิ์คล้ายสารเสพติดที่อยู่ในฝิ่นที่จะส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง แต่ก็ถือว่ากัญชามีความเสี่ยงน้อยกว่า นี่เป็นเหตุผลสองประการที่ผู้สนับสนุนจำนวนมากผลักดันให้กัญชาถูกกฎหมาย เพื่อให้ผู้ป่วยมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับการจัดการความเจ็บปวด แต่ยังคงต้องพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากกัญชาอย่างเท่าเทียมกัน ด้านล่างนี้คือผลข้างเคียงบางส่วนที่คุณควรปรึกษากับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของคุณ
ผลกระทบระยะสั้น
หากคุณใช้กัญชาในปริมาณที่สูงและต่อเนื่องกันหลายวันเป็นประจำ สาร THC ในกัญชา กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว การไหลเวียนของเลือดจะนำสารเคมีไปยังสมองและอวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย ร่างกายดูดซึม THC ได้ช้ากว่าเมื่อรับประทานหรือดื่ม ในกรณีนั้นผู้ใช้มักจะรู้สึกถึงผลกระทบหลังจาก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง สาร THC ทำหน้าที่เกี่ยวกับตัวรับเซลล์สมองจำเพาะซึ่งปกติจะทำปฏิกิริยากับสารเคมีที่มีลักษณะคล้าย THC ตามธรรมชาติ สารเคมีธรรมชาติเหล่านี้มีบทบาทในการพัฒนาและการทำงานของสมองตามปกติ กัญชาจะกระตุ้นส่วนต่าง ๆ ของสมองที่มีผู้รับเหล่านี้จำนวนมากที่สุด ทำให้เกิดอาการาการเคลิ้มจิต (“high” or “stoned”) เป็นอาการกระตุ้นประสาท ที่สามารถปรับภาวะความเครียดของผู้ใช้ให้มีอาการเคลิ้มจิตเคลิ้มใจ มีความสุขร่าเริง ต่อมาก็เกิดอารมณ์แปรปรวน เช่น ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ กระโดดโลดเต้น โหวกเหวกโวยวาย พูดคุยคนเดียวหรือพูดจาจับใจความไม่ได้ เป็นต้น โดยอาการแปรปรวนทางอารมณ์ดังกล่าวจะเกิดสลับหมุนเวียนกันจนกว่าจะหมดฤทธิ์กัญชา
ผลกระทบระยะยาว
ผลกระทบด้านลบของกัญชาสำหรับผู้สูบกัญชาในระยะยาว อาจมีความเสี่ยงที่อาการระบบทางเดินหายใจแย่ลงและมีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรังบ่อยครั้งขึ้น สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้สูบหรือได้รับควันกัญชาจะมีความเสี่ยงที่ทารกจะมีน้ำหนักแรกเกิดลดลง สำหรับผู้ใช้กัญชาโดยทั่วไป มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจิตเภทและโรคจิตอื่นๆ มากขึ้น และมีความเชื่อมโยงระหว่างการใช้กัญชากับความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุต่างๆ สูงขึ้น และกัญชายังเชื่อมโยงกับผลข้างเคียงระยะยาวอื่นๆ รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของผลระยะยาวของการเสพกัญชาพบว่า สัมพันธ์กับการเกิดโรคจิต การฆ่าตัวตาย การทำร้ายผู้คนรอบข้าง การติดเสพติดกัญชา สมองฝ่อ ความคิดความจำผิดปกติ โรคหลอดเลือดและหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวายฉับพลัน ถุงลมโป่งพอง มะเร็งอัณฑะ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ แน่นอนการใช้กัญชาอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่สูงขึ้นโดยไม่ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจะส่งผลต่อความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว โรควิตกกังวล ความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตาย